หลักสูตรศิลปกรรมศาสตร์บัณฑิต
บทความทางวิชาการ
งานประกันคุณภาพ
ผลงานของคณาจารย์
"
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
สถิติการใช้งาน
VISITOR
ONLINES 1




บทความทางวิชาการ
บริบทของครูไทยในสังคมยุคใหม่

เป็นที่ทราบกันอยู่ดีแล้วว่าครูเป็นผู้มีบทบาทสำคัญไม่น้อยไปกว่าสถาบันครอบครัวที่จะต้องมีหน้าที่ดูแลในเรื่องของการให้ความรู้การศึกษาการอบรมทางด้านจริยธรรมให้เด็กเจริญเติบโตเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ดีมีประสิทธิภาพต่อสังคม    ซึ่งจะส่งผลทางตรงให้สังคมนั้นๆเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการ    และเป็นสังคมที่อยู่กันด้วยความสงบสุข
         ดังนั้นครูจึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้ความรู้ในด้านวิชาการ   ควบคู่ไปการขัดเกลาทางสังคม (Socialization) เพื่อจะให้นักเรียนได้มีโอกาสการเจริญเติบโตตามวุฒิภาวะ (Maturation) ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีความสัมพันธ์กัน ตั้งแต่การเสริมสร้างและพัฒนาสมองของเด็กในวัยเรียนรู้   การใช้ทฤษฎีจิตวิทยาการเรียนรู้ที่เหมาะสมแก่ชั้นเรียน และสร้างการพัฒนาทางด้านอารมณ์ให้นักเรียนสามารถปรับตัวเข้ากับวิถีสังคม
ที่ตนอาศัยอยู่ด้วยการสร้างคุณค่าแห่งตน   สามารถควบคุมความรู้สึกนึกคิด    ความประพฤติให้เหมาะสมกับวาระและโอกาสต่างๆ
         ผู้ประกอบอาชีพครูในสังคมไทยจึงไม่ใช่เพียงแต่ผู้ที่ให้ความรู้ทางด้านวิชาการเท่านั้นด้วยบริบทของสังคมไทยได้ให้ความเคารพนับถือครูว่าเป็นผู้ที่มีพระคุณเปรียบเสมือนญาติสนิท ญาติผู้ใหญ่อันเป็นวัฒนธรรม  และวิถีชีวิตแบบไทยๆที่ได้สืบต่อกันมาเป็นเวลานาน
         แต่ในปัจจุบันกระแสโลกมีความผันแปรขึ้นลงอย่างรวดเร็ววัฒนธรรมตะวันตกและกระแสวัฒนธรรมอื่นๆ ได้เข้ามามีส่วนผสมผสานกับวัฒนธรรมแบบไทยๆ  ทำให้นักเรียนเกิดความสับสนในบทบาทและหน้าที่ความเป็นตน (Self) หรือแม้แต่บทบาทของครูผู้สอนเองก็ตาม ผู้ที่จะประกอบอาชีพครูจะต้องมีจิตสำนึกของความเป็นตนในหน้าที่ของครูที่จะต้องใช้ความละเอียดรอบคอบ การพินิจพิเคราะห์  การสร้างสัญชาติญาณ การเป็นผู้มีความสังเกตการณ์สูงการเป็นผู้รู้รอบและรอบรู้ให้เท่าทันสังคมเพื่อนำสิ่งที่เกิดขึ้นและผันแปรเหล่านั้นมาปรับทัศนคติในการสอนให้นักเรียนสามารถปรับตัวและอยู่ร่วมกับสังคมที่มีความเปลี่ยนแปลงได้อย่างเท่าทันเช่นกัน  
         จากแนวคิดและเหตุผลดังกล่าว ครูจึงเป็นผู้ทำงานทางวัฒนธรรม ที่สำคัญโดยอาจแบ่งหน้าที่หรือแนวในการสอนทางวิชาการที่มีส่วนให้นักเรียนได้เกิดการรู้คิดดังนี้
1. ปลูกฝังทางด้านระเบียบวินัย (Basic Discipline)
          ระเบียบวินัยเป็นพื้นฐานของมนุษย์      ในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่สังคมหรือกลุ่มคนได้กำหนดไว้แล้ว  เป็นการฝึกให้มีความอดกลั้นที่จะทำตามความพอใจของตนเองเพื่อประโยชน์ในวันข้างหน้า      และเป็นการฝึกจิตเพื่อควบคุมพฤติกรรมทางอารมณ์ไม่ให้แสดงออกในสิ่งที่สังคมไม่สามารถยอมรับได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ค่านิยมของนิสิตนักศึกษาที่เปลี่ยนงานบ่อยหรือไม่สามารถหางานที่ตนเองชอบและทำได้
2. ปลูกฝังความมุ่งหวังในทางบวก (Aspiration Positive)
            การสร้างความมุ่งหวังในทางบวก จะทำให้บุคคลมีเป้าหมายมีกำลังใจที่จะทำตามระเบียบวินัยต่างๆ เช่นอยากได้เกรดดีๆ   ก็ต้องขยันเรียนหนังสือ อยากเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งก็ต้องขยันทำงานครูจะต้องให้แนวคิดที่สอดแทรกไปในระหว่างการสอนวิชาการให้นักเรียนมุ่งหวังในสิ่งที่สังคมยกย่อง  หรือถือว่าดีงาม จึงจะเป็นเหตุให้นักเรียนมีกำลังใจ     หรือบังคับตัวเองให้ปฏิบัติตามระเบียบวินัยไม่ว่าจะพอใจหรือไม่ก็ตามเพื่อจะได้ในสิ่งที่ตนหวังไว้และสอนให้ยอมรับสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นจากความมุ่งหวังที่เราได้พยายามไว้อย่างมีระดับ กฎเกณฑ์
3. สอนให้รู้จักบทบาทและทัศนคติต่างๆ (Social Rolers and Supporting Attitudes)
            เป็นการสอนให้นักเรียนยอมรับ     และเข้าใจบทบาทของตัวเองอย่างเหมาะสมตามโอกาสที่เป็นเช่นนี้เพราะบทบาทของแต่ละคนมีไม่เหมือนกัน จึงควรที่จะเรียนรู้และทำตามบทบาทของตนให้ดีที่สุดเช่นครูกับนักเรียนนายจ้าง
กับลูกจ้าง ต่างก็มีบทบาท กฎเกณฑ์  บุคลิกภาพในการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกันไป    เช่นนักเรียนต้องมีหน้าที่เรียนหนังสือไม่ใช่ไปเป็นศิลปินนักร้อง หรือ ดารา      เพราะโดยส่วนมากแล้วผู้ที่ประกอบอาชีพนักแสดงตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเรียนน้อยคนนักมักไม่ประสบความสำเร็จในการเรียน นักเรียนจะได้ไม่ฝันหรือคาดหวังสิ่งที่ต้องการเกินบทบาทหน้าที่ในชีวิตจริง
4. สอนให้มีทักษะ (Skills)
             เป็นการเตรียมบุคคลให้มีความชำนาญเฉพาะอย่าง เช่น    การเขียน การวิเคราะห์  ความสามารถในเรื่อง IT    ความสามารถในเรื่องการแสดงออก การส่งเสริมบุคคลให้มีความถนัดเฉพาะอย่าง  ในแบบที่สามารถจะพัฒนาไปสู่การประกอบอาชีพหรือมีส่วนช่วยเหลือ ประสานสัมพันธ์กลุ่มเพื่อน ครอบครัว
สังคมในที่ทำงานต่อไป  การมีทักษะพิเศษที่เป็นความสามารถเฉพาะตนจะทำให้นักเรียนมีความภาคภูมิใจที่จะอยู่ในสังคม   ที่ยอมรับการพึ่งพาจากเขาและได้อาศัยทักษะอันแตกต่างนี้  สร้างสรรค์ความเป็นอยู่ของสมาชิกในสังคมให้ดียิ่งๆขึ้นไป
        สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะทำให้คุณครูมีหลักคิดหลักนำในการพัฒนาพัฒนาการสอนนั่นคือ การใช้ธรรมะเพื่อพัฒนาบุคลิกภาพหลักของครู กล่าวคือบุคคลที่จะมีเสน่ห์ที่เป็นชื่นชมหรือครูที่น่าชื่นชมน่าจะต้องมีหลักธรรมประจำใจดังนี้คือ
1.  พรหมวิหาร 4 คือ ธรรมะประจำใจของผู้ประเสริฐ หรือผู้มีจิตใจดี
เมตตา   คือความรักและความปรารถนาดีต่อผู้อื่น
กรุณา    คือความสงสาร อยากจะช่วยเหลือ เห็นใครเดือดร้อนก็อยากจะบำบัดทุกข์ให้เขา
มุทิตา    คือความเบิกบานพลอยยินดี เมื่อเห็นคนอื่นได้ดีมีสุข พร้อมที่จะสนับสนุนส่งเสริมเขา ไม่อิจฉาริษยาเขา
อุเบกขา  คือมีใจเป็นกลาง มองโลกตามความเป็นจริงว่า ใครทำดีทำชั่วก็ได้รับผลกรรมตามนั้น พร้อมวางตนและปฏิบัติตามหลักการ เหตุผล และความเที่ยงธรรม
          หลักธรรมในข้อนี้      จะทำให้เราเป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใสกับทุกคนอย่างจริงใจ   มีจิตใจดีพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่น ทำให้ใครก็อยากเข้ามาใกล้มารู้จัก เพราะอยู่ใกล้แล้วรู้สึกร่มเย็นสบายใจ
2. สังคหวัตถุ 4 คือ ธรรมอันเป็นเครื่องเหนี่ยวใจคน ทำให้คนสามัคคีกัน
ทาน      คือ การให้ การปัน การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้อื่น
ปิยวาจา คือ การพูดจาสุภาพไพเราะ น่าฟัง แนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์ มีเหตุมีผล พูดจาให้กำลังใจผู้อื่น พูดให้เกิดความรักสามัคคีต่อกัน
อัตถจริยา  คือ ทำประโยชน์แก่ผู้อื่น อาจจะเป็นการช่วยเหลือด้วยแรงกาย ช่วยบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ต่างๆ ช่วยคนอื่นแก้ปัญหา
สมานัตตตา คือ วางตัวเสมอต้นเสมอปลาย ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างสม่ำเสมอ ไม่เอารัดเอาเปรียบใคร
          หลักธรรมในข้อนี้คือการพูดดีทำให้เป็นที่ชื่นชอบของคนอื่น รวมกับการทำตัวให้มีคุณค่า และยังทำตัวเสมอต้นเสมอปลายก็จะยิ่งเป็นเสน่ห์ให้คนรักเรามากยิ่งขึ้น
3. อิทธิบาท  4  ธรรมนี้จะนำไปสู่ความสำเร็จแห่งกิจการทั้งปวง ดังนี้
ฉันทะ   คือ  ทำอะไรก็ทำด้วยใจรัก
วิริยะ     คือ  ทำความพากเพียร หมั่นทำสิ่งนั้นๆด้วยความพยายาม อดทน ไม่ทอดทิ้ง ไม่ท้อถอย ทำจนประสบความสำเร็จ
จิตตะ    คือ การเอาใจฝักใฝ่ ทำด้วยสติ
วิมังสา   คือ  การใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญหาเหตุผลข้อบกพร่องต่างๆ เพื่อหาวิธีแก้ไขปรับปรุง
        หลักธรรมนี้สามารถนำมาสร้างเสน่ห์ด้วยการที่แต่ละคนทำหน้าที่ของตนด้วยหลักอิทธิบาท 4 ก็จะทำกิจการนั้นประสบความสำเร็จ
4. ฆราวาสธรรม  4  อันเป็นหลักธรรมสำหรับการตั้งมั่นที่จะทำกิจการใด
ให้เกิดความสำเร็จโดยเฉพาะผู้ที่ประกอบอาชีพ ครู
สัจจะ  คือ การดำรงตนตั้งมั่นในความซื่อตรง จริงใจ พูดจริงทำจริง
ทมะ    คือ การฝึกตนให้รู้จักบังคับควบคุมตัวเอง รู้จักปรับปรุงแก้ไขตนให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ
ขันติ   คือ ความอดทน มุ่งทำหน้าที่การงานด้วยความขยันหมั่นเพียร ไม่ท้อถอยในจุดมุ่งหมาย
จาคะ  คือ การเสียสละ มีน้ำใจเอื้อเฟื้อ ไม่โลภ ละทิฐิมานะ ไม่ใจแคบ ไม่เห็นแก่ตัว
        หลักธรรมในข้อนี้คือการควบคุมพฤติกรรมและอารมณ์ของตนเองตลอดจนฝึกตนให้เป็นคนที่รู้รอบและรอบรู้อยู่เสมอ การเป็นครูในยุคไทยในยุคสมัยใหม่จึงมีความจำเป็นที่จะต้องระลึกถึงรากเหง้า    วัฒนธรรมของจิตวิญญาณแห่งความเป็นไทยที่สอดแทรก   เปลี่ยนแปลงไปตามยุค    ตามสมัย ศึกษาวัฒนธรรม แนวคิดจากตะวันตกแต่ไม่ใช่นำมาใช้ทั้งหมดครูไทยต้องรู้จักผสมผสานทฤษฎีการเรียนรู้และหลักวัฒนธรรมของชาตินำมาพัฒนาการเรียนรู้ให้นักเรียนเป็นผู้ที่สามารถอยู่ในสังคมและวัฒนธรรมไหนก็ได้อย่างมีความสุขและมีความเป็นไทย.

                          บรรณานุกรม

พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต). (2539). พุทธธรรมกับปรัชญา
        การศึกษาไทยในยุคโลกาภิวัตน์. กรุงเทพฯ : คณะ
       ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
สดใส  ขันติวรพงศ์ (แปล) (2548). ครูในฐานะผู้ทำงานวัฒนธรรม.
       กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์สวนเงินมีมา.
อมรรัตน์  เทพกำปนาท. (2549). บทความประชาสัมพันธ์.
       กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ.

                      ----------------------------------------

Copyright © 2010 Faculty of fine and Applied art Institute of Technology Ayothaya. All Right reserved.