หลักสูตรศิลปกรรมศาสตร์บัณฑิต
บทความทางวิชาการ
งานประกันคุณภาพ
ผลงานของคณาจารย์
"
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
สถิติการใช้งาน
VISITOR
ONLINES 1




บทความทางวิชาการ
เด็กปัญญาเลิศเกิดได้เพราะครูปัญญาดี

           จากการศึกษาเอกสารเรื่องเด็กปัญญาเลิศและสิ่งแวดล้อมและการเรียนรู้  สร้างสมองเด็กให้ฉลาดได้อย่างไรโดยการวิเคราะห์สาระจากการอ่านพบว่ามีประเด็นที่น่าสนใจที่จะนำมากล่าวถึงและวิเคราะห์ได้ดังนี้คือ  การเรียน-การสอนในสังคมไทยมีวิถีการดำเนินชีวิตแบบสังคมเกษตรกรรม   โดยมีสถาบันศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่มีบทบาทสำคัญในสังคม     ทั้งนี้ภายใต้โครงสร้างของสังคมดังกล่าวได้ส่งผลให้ศิลปศึกษาในสังคมเกษตรกรรม มีระบบการศึกษาแบบช่างฝีมือ  ที่เน้นการลอกเลียนแบบและการทำตาม เน้นทักษะความชำนาญมากกว่าการคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งให้ความสำคัญที่ครูเป็นศูนย์กลาง       เพราะศิลปะในอดีตคือช่างฝีมือที่มุ่งเน้นการสืบทอดรูปแบบทางวัฒนธรรม    จากอดีตมาสูปัจจุบันและจากปัจจุบันไปสู่อนาคต
           แต่ในสังคมปัจจุบันวิถีการดำเนินชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงสู่ความเจริญในทุกๆด้านอย่างรวดเร็ว โครงสร้างของสังคมไม่ได้เป็นเช่นสังคมเกษตรกรรมเพียงอย่างเดียวระบบอุตสาหกรรมและระบบทุนนิยมตามกระแสโลกาภิวัตน์ได้เข้ามาแทนที่  ทำให้มนุษย์ทุกคนต้องแสวงหาความรู้ความสามารถเพื่อดำเนินชีวิตและสังคมประเทศให้อยู่รอดต่อไป จากบทบาทของครูที่เป็นศูนย์กลางกลับกลายเป็นผู้เรียนย่อมเป็นศูนย์กลางที่จะแสวงหาความรู้อันพึงบังเกิดเพื่อนำไปปรับใช้ในสังคม   เด็กและเยาวชนกลายเป็นเป้าหมายสำคัญที่เราต่างก็มีความเชื่อว่าจะสามารถจัดการการศึกษาเสริมสร้างปลูกฝัง  ความรู้  คุณธรรม  จริยธรรม    เพื่อพัฒนาเด็กให้เติบโตกลายเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพด้วยหน้าที่อันจำเป็นต่อการปลูกฝังองค์ความรู้ดังกล่าวดูเหมือนว่า    ครูในสังคมไทยจะเป็นผู้ที่ต้องแบกรับความรับผิดชอบแห่งหน้าที่อันคู่ควรนี้ในสัดส่วนที่มากว่า พ่อแม่ องค์กร ภาครัฐหรือเอกชนต่างๆ
          นอกจากเด็กนักเรียนปกติทั่วไปแล้วยังมีเด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่เราเชื่อว่ามีคุณสมบัติพิเศษที่แสดงถึงลักษณะพิเศษที่เปรียบเทียบกับเด็กวัยเดียวกันโดยเฉลี่ยเราเรียกว่าเด็กปัญญาเลิศ ซึ่งเด็กในกลุ่มนี้หากได้รับการค้นพบและสนับสนุนให้ถูกทาง  มีความเจริญก้าวหน้าในทางวิชาการ กีฬา ศิลปะ การช่าง วิทยาศาสตร์     ก็จะทำให้ประเทศชาติมีความเจริญก้าวหน้าด้วยมันสมองของเด็กปัญญาเลิศที่จะเติบโตกลายเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง
          ครูเป็นผู้มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะพิจารณาว่าในชั้นเรียนของตนมีเด็กปัญญาเลิศปะปนอยู่หรือไม่และถ้ามีจะจัดการเรียนการสอนอย่างไรจะแยกเรียนหรือจะร่วมเรียนในชั้นเดียว
กันซึ่งคำแนะนำต่างๆเหล่านี้   ในหนังสือเรื่องเด็กปัญญาเลิศของหม่อมดุษฎี บริพัตร ณ อยุธยาได้ให้คำแนะนำไว้บางประการแล้ว แต่ผมมีข้อสังเกตประการหนึ่งก็คือ ครูจะต้องเป็นผู้ที่มีพหุปัญญาอย่างแท้จริงจึงจะสามารถจัดการศึกษาที่หลากหลายและเต็มไปด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อให้เด็กปัญญาเลิศและเด็กปกติเกิดการรู้คิด (Cognition) อย่างเป็นระบบ  และเป็นการนำพาบทเรียนไปสู่ การพัฒนาสมอง จิตใจ สติปัญญา สังคม คุณธรรม และจริยธรรม           
          ผมมีข้อสังเกตประการหนึ่งว่าคุณครูที่ดีที่มีความเข้าใจ   สามารถยอมรับและชี้แนะสอนเด็กปัญญาเลิศได้ตามคุณสมบัติที่วิลสันและคณะ      ตลอดจนการใช้วิธีการสอนแบบ CIA ของ William (Teacher Behavior : 18 Teaching Strategies of Dimension no.2)       ได้เสนอแนะวิธีการต่างๆ เช่น   อารมณ์ขัน,เจตนคติและความเข้าใจเด็ก,ความรอบรู้,ความใจกว้าง,ความคิดสร้างสรรค์,การรู้จักวิธีสอนฯลฯ เหล่านี้มีลักษณะของ    การสังเกตการณ์พฤติกรรมทางด้านความรู้สึกสูง (Powers of Observation feeling behaviors)
          การให้คุณครูได้มีโอกาสศึกษาเรื่องศิลปการแสดงเบื้องต้นอาจมีส่วนช่วยให้คุณครูเป็นผู้ที่มีความสามารถในการสังเกตการณ์สูง  และช่วยเสริมให้ครูที่จะจัดการเรียน-การสอนให้กับเด็กปัญญาเลิศได้อย่างเท่าทัน โดยมีทฤษฎีพัฒนาการด้านสติปัญญาเด็กของ ฌอง เปียเจท์   (JeanPiaget)  ได้แบ่งพัฒนาการด้านสติปัญญาของเด็กโดยกว้างๆไว้เป็น 3 ขั้น คือ
1. ขั้นก่อนการปฏิบัติการ  (Pre-Operational Stage)  เด็กที่มีอายุช่วง 2-6 ขวบเด็กในวัยนี้จะมีลักษณะถือเอาตัวเองเป็นสำคัญ    และเรียนรู้ได้ดีจากประสาทสัมผัสทั้งห้า   เด็กวัยนี้ต้องการเรียนรู้ด้วยการสำรวจ (Explore)   ชอบเลียนแบบ ชอบซักถามและฝึกฝนซ้ำหลายๆครั้งแต่ยังไม่สามารถตีความหมายเป็น  กิจกรรมการละครควรเป็นการแสดงเชิงเล่าเรื่องสั้นๆ การเล่านิทานประกอบหุ่น   และภาพเขียนการแสดงหุ่นเชิดมือ  เด็กชอบเล่นการสมมติ  เช่น  เป็นต้นไม้  ดวงอาทิตย์  แมลง  หรือช่วยทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เรื่องดำเนินไปได้ การแสดงละครควรสร้างสรรค์ให้เด็กมีส่วนร่วมในการแสดงนั้นด้วยเพื่อเป็นการสร้างประสบการณ์ตรงให้กับเด็ก เช่น ช่วยหาสิ่งของ ช่วยขับไล่ผู้ร้าย
2. ขั้นปฏิบัติการรูปธรรม  (Concrete Operational Stage) เด็กที่มีอายุช่วง 7-12 ขวบ
เด็กในวัยนี้สามารถเข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งของหลายสิ่ง   หรือคนหลายคน สามารถแยกแยะจัดกลุ่ม  เรียงลำดับเหตุการณ์  เข้าใจเรื่องเวลา  อดีต อนาคตเริ่มเข้าใจมุมมองของผู้อื่นได้ แต่อาจยังไม่เข้าใจความหมายแฝง กิจกรรมการละครสำหรับเด็กในวัยนี้ควรสนับสนุนให้แสดงออกอย่างหลากหลาย      เช่นการผจญภัย เทพนิยาย เด็กผู้ชายชอบต่อสู้  เด็กผู้หญิงชอบเรื่องอุดมคติ มีความสนใจด้านศิลปะ ชอบสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจน มีสีสันสวยงามเช่นรูปหัวใจ   ซึ่งจะนำไปสู่พื้นฐานความเข้าใจและรสนิยมด้านความงามทางด้านศิลปะ

3. ขั้นปฏิบัติการนามธรรม (Formal Operational Stage) เด็กที่มีวัยตั้งแต่ 12 ขวบขึ้นไป เป็นวัยที่ก้าวเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น พัฒนาการในด้านต่างๆ    มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  สามารถคิดเชื่อมโยงจากสิ่งที่เป็นรูปธรรมไปยังสิ่งที่เป็นนามธรรมได้ สามารถใช้วิจารณญาณในการตีความหมายเพื่อวิเคราะห์ความเป็นจริง     กิจกรรมการละครควรเป็นเรื่องที่จริงจัง สมจริง (Realistic) เน้นความรัก    อุดมการณ์ความยิ่งใหญ่ สามารถเรียนรู้เรื่องศิลปะและทำงานหนักได้ดี
          จากแนวคิดทฤษฎีด้านสติปัญญาเด็กของเปียเจท์นี้    (คุณครูสามารถนำมาเป็นบรรทัดฐานเพื่อพิจารณาจากเกณฑ์มาตรฐานที่เกินไปกว่านี้เพราะเด็กปัญญาเลิศอาจมีคุณสมบัติที่โดดเด่นและก้าวเกินขีดขั้นตอนนี้)     และนำเกณฑ์ของช่วงอายุนี้มาสร้างเป็นแนวทางเพื่อพิจารณาค้นหาและประเมินเด็กปัญญาเลิศด้วยการใช้ละครสร้างสรรค์เป็นยุทธวิธีหนึ่ง    ซึ่งมีหลักเกณฑ์การสอนที่พิจารณาแล้วว่าเป็นการเรียน-การสอนที่ใช้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ครูสามารถสร้างแนวทางของละคร เพื่อกำหนดเป็นเป้าหมายในการสังเกตพฤติกรรมของเด็กปัญญาเลิศและเด็กปกติเพื่อครูและโรงเรียนจะได้เลือกจัดหากิจกรรมที่หลากหลายและให้คุณค่าทุกกิจกรรมทุกความสามารถพิเศษเท่าเทียมกัน     ไม่ว่าจะเก่งวิทยาศาสตร์ โต้วาที ศิลปะ ดนตรี กีฬา เกษตร คอมพิวเตอร์ การแสดง นาฏศิลป์ฯลฯ
          เด็กปัญญาเลิศเป็นเด็กที่มีสติปัญญาสูง มีความเฉลียวฉลาดกว่าเด็กทั่วไป มีพัฒนาการที่ล้ำหน้ากว่าเด็กอื่นในเวลาเดียวกันมีทักษะทางด้านภาษาเร็วเช่น พูดเก่ง ใช้ศัพท์สูงมีความคิดรวบยอดเช่น เป็นคนช่างสังเกต มีความจำเป็นเยี่ยม มีการแสดงออกถึงความเป็นผู้นำ มีอารมณ์ขันอย่างมีเหตุผลและเหมาะสม มีสมรรถภาพทางร่างกายดีเยี่ยม มีพลังสมองและความคิดความสนใจต่อเนื่องมีสมาธิการที่จะพิจารณาโดยการสังเกตพฤติกรรมโดยรวม        ครูผู้สอนสามารถสร้างบทบาทสมมติตามช่วงชั้นอายุของเด็กและวางเป้าหมายในการสอน    จากทฤษฎีแนวทางของดอกเตอร์ลิน ไรท์ (Dr.Lin Wright) ดังนี้
          แนวทางที่ 1   การทำละครสร้างสรรค์เพื่อเป้าหมายในการเพิ่มพูนความรู้     หรือประเด็นแนวคิดใหม่ (Learning new Knowledge of concept through drama)
            เป็นการสร้างแนวทางของละครสร้างสรรค์เพื่อให้ผู้ร่วมกิจกรรมเข้าใจถึงประเด็นความรู้เฉพาะเรื่อง เช่น  ประวัติศาสตร์  วรรณคดี   วิทยาศาสตร์  การเมือง เศรษฐกิจ  สังคม     หรือสิ่งแวดล้อม เมื่อมีการเปิดประเด็นความคิดนี้ให้แก่ผู้เรียน จะเกิดการอภิปรายในระหว่างบทบาทสมมติ    เพื่อนำไปสู่การสร้างความรู้ใหม่ร่วมกันกับครูผู้สอน        เช่นกำหนดบทบาทเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในการแสดงละครเรื่อง สี่แผ่นดิน เป็นต้น

          แนวทางที่ 2  การทำละครสร้างสรรค์เพื่อเป้าหมายในการเรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะของละคร  (Learning about drama)
           เป็นการเล่นละครสร้างสรรค์เพื่อศึกษาถึงคุณลักษณะเฉพาะของบุคคล    เพื่อตรวจสอบคุณภาพของศักยภาพในบุคคล   เป็นการนำมาซึ่งการอภิปรายและวิจารณ์ถึงศิลปะการละครในรูปแบบของ การเป็นตัวละคร การใช้ร่างกาย และเสียงตลอดจนการทดสอบเชาว์ปัญญาโดยการด้นสด (Improvisation)
         แนวทางที่ 3 การทำละครสร้างสรรค์เพื่อเป้าหมายในการเรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง(Learning about self through drama)
           เป็นการเล่นละครสร้างสรรค์เพื่อศึกษาถึงจุดแข็ง  จุดอ่อน     และศักยภาพของตัวผู้ร่วมกิจกรรมเองเพื่อช่วยให้เขารู้จักตนเองดีขึ้น      เป็นการนำมาซึ่งการประเมินความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจของผู้ร่วมกิจกรรมกลุ่ม ว่ามีภูมิหลังและความเป็นมาอย่างไร เพื่อปรับทัศนคติในเชิงลบให้หมดไปและสร้างทัศนคติเชิงบวกตลอดจนอาจเกิดการพัฒนาไปสู่การรู้คิดและความ
คิดสร้างสรรค์ในคุณค่าของตนเองต่อไป
         จากการสร้างบทบาทสมมตินี้จะเปิดโอกาสให้ครู     ได้สังเกตพฤติกรรมและคุณลักษณะเฉพาะของเด็กปัญญาเลิศและเด็กปกติในโครงการระยะยาว     ซึ่งกิจกรรมสัมพันธ์นี้สามารถทำให้เด็กปัญญาเลิศเรียนรู้ร่วมกับเด็กปกติอย่างไม่รู้สึกแบ่งแยก  และทะนงตัวจนเกินไปแต่จะเกิดการแบ่งชนชั้นระดับการทำงานอย่างเป็นระบบอันจะเป็นแนวทางที่ครูจะสามารถพัฒนาช่องทางและรูปแบบการศึกษาของเด็กปัญญาเลิศอย่างเหมาะสมและมีบันทึกรายงานได้ในระดับช่วงอายุที่สูงขึ้นต่อไป.

Copyright © 2010 Faculty of fine and Applied art Institute of Technology Ayothaya. All Right reserved.